เรื่อง

ผู้เขียน

คณะกรรมการทีปรึกษาวิทยานิพนธ์

อุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศของประเทศไทย : วิเคราะห์ต้นทุน การผลิตบริการ

ศิริพร เย็นเปี่ยม      ปีที่เสนอ พ.ศ. 2538

รศ ดร ถวิล นิลใบ รศ ดร กิตติ ลิ่มสกุล ดร ชำนัญ มงคลเกษม  

 

การขนส่งทางอากาศของประเทศไทยได้เริ่มกิจการครั้งแรก เมื่อปี 2463 และมีการพัฒนากิจการขนส่งทางอากาศให้เจริญเติบโต อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปี 2520 ได้มีการจัดตั้งบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และได้ดำเนินกิจการสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นสายการบินแห่งชาติสายการบินเดียวที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการพัฒนาประเทศต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ดังนั้น ในการศึกษาอุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศของประเทศไทย : วิเคราะห์ต้นทุนการผลิตบริการเป็นสิ่งจำเป็นต่อผู้ประกอบการขนส่ง ทางอากาศ ในการวางแผนดำเนินการธุรกิจให้เจริญเติบโตยิ่งขึ้น และเป็นแนวทางให้รัฐบาลควบคุม กำกับ ดูแล ตลอดถึงกำหนด ทิศทางนโยบายการขนส่งทางอากาศของประเทศไทยให้เหมาะสม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยส่วนรวมต่อไป การศึกษานี้จึงได้ประกอบด้วยวัตถุประสงค์หลัก 2 ส่วน คือ 1. ศึกษาความสัมพันธ์ โครงสร้าง พฤติกรรม และผลการ ดำเนินงานของอุตสาหกรรมขนส่งทางอากาศภายใต้กรอบทฤษฎีของ องค์กรอุตสาหกรรม 2. วิเคราะห์ต้นทุนการผลิตบริการขนส่งทางอากาศของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยใช้รูปแบบจำลองภายใต้ ความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนในการดำเนินงานการผลิตบริการขนส่ง ทางอากาศกับผลผลิตบริการขนส่งทางอากาศ ราคาแรงงาน ราคา น้ำมัน และราคาทุน ซึ่งทำการประมาณค่าสัมประสิทธิ์ด้วยวิธี กำลังสองน้อยที่สุด (Ordianary Least Square : OLS) ทำการ ศึกษาระหว่างปีงบการเงินปี 2520-2536 เพื่อต้องการทราบปัจจัย ที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตบริการขนส่งทางอากาศและการประหยัดต่อ ขนาดการผลิต (Economies of scale) ผลการศึกษาพบว่า โครงสร้างอุตสาหกรรมขนส่งทางอากาศ ถูกควบคุมภายใต้นดยบายผูกขาดของรัฐบาลทั้งภายในประเทศและ ต่างประเทศ กำหนดให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็น สายการบินแห่งชาติเพียงสายการบินเดียวภายใต้สิทธิของประเทศไทย โดยมีสายการิน 69 สายการบินทำการบินระหว่างประเทศในตลาด ขนส่งทางอากาศของประเทศไทย ลักษณะส่วนแบ่งการตลาดด้าน รายได้ขนส่งผู้โดยสารซึ่งเป็นรายได้หลักของสายการบินมีการ กระจุกตัวอยู่ใน 4 สายการบินคือ การบินไทย คาร์เธ่ย์ แปซิฟิก แอร์เวย์ สิงคโปร์ แอร์ไลน์ ไชน่า แอร์ไลน์ สำหรับการขนส่ง สินค้าเป็นลักษณะตลาดผู้แข่งขันน้อยรายเช่นเดียวกันมีการกระจุก ตัวอยู่ใน 5 สายการบินคือ การบินไทย แอร์อินเดีย คาร์เธ่ย แปซิฟิก แอร์เวย์ โคเรียน แอร์ไลน์ และสิงคโปร์ แอร์ไลน์ โดยมีปัจจัยทุน และแรงงานเป็นปัจจัยหลักที่จะเป็นอุปสรรค ต่อผู้ประกอบการขนส่งทางอากาศรายใหม่ ซึ่งปัจจัยทุนนั้น ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี่จากต่างประเทศเป็นอย่างมากในการ ประกอบการด้านพฤติกรรมการขนส่งทางอากาศ ในนโยบาย การแข่งขันด้านราคาจะเน้นในลักษณะขายบัตรโดยสารพิเศษ มีเงื่อนไขและขายตั๋วในลักษณะแพ็คเก็จทัวร์ โดยส่วนใหญ่ แต่ละประเทศจะนำนโยบายไม่ใช่ราคาเป็นกลยุทธในการแข่งขัน กล่าวคือบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะแขงขันในรูปของ การบริการ คุณภาพ ความรวดเร็ว และความปลอดภัยในการเดิน อากาศเป็นกลยุทธที่สำคัญ สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงระหว่าง ปี 2522-2536 พบว่าผลการดำเนินงานระหว่างปี 2525-2533 มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ ซึ่งระหว่างปี 2530-2533 เป็นช่วงที่มีผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและประสบความ สำเร็จสูงสุดสอดคล้องกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของ ประเทศ สำหรับการวิเคราะห์ต้นทุนในการผลิตบริการขนส่งทาง อากาศ ผลการศึกษาปรากฎว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อต้นทุนในการ ดำเนินงานผลิตบริการขนส่งทางอากาศ คือ ผลผลิตบริการขนส่ง ทางอากาศ ราคาแรงงาน ราคาน้ำมัน และราคาทุน โดยมีความ สัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน ค่าสัมประสิทธิ์ของผลผลิตบริการขนส่ง ทางอากาศจากการดำเนินงานมีค่าเท่ากับ 1.16 แสดงว่าในช่วง ระหว่างปี 2520-2536 นั้น ต้นทุนการผลิตบริการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ไม่มีการประหยัดต่อขนาดการผลิต (Diseconomies of scale) ทั้งนี้เพราะยังไม่สามารถจัดการ บริหารปัจจัยการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ ในส่วนของนโยบายของรัฐบาลที่กำลังเปิดกว้างขึ้น กำหนด ให้มีสายการบินแห่งชาติสายที่ 2 ได้ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 นั้น จากการศึกษานี้พบว่า เมื่อ สายการบินแห่งชาติที่ 2 เกิดขึ้นจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจการขนส่ง ทางอากาศ กล่าวคือ จะเป็นผลให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ต้องลดการผลิตบริการลงเนื่องจากสายการบินแห่งชาติสายที่ 2 เข้ามาแข่งขันในตลาด ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของสายการบิน สายที่ 1 ต้องลดลง ซึ่งจะมีผลกระทบให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ต้องใช้ปัจจัยการผลิตลดลงและความสัมพันธ์ต่อต้นทุน การผลิตบริการขนส่งทางอากาศก็จะลดลงด้วย จะก่อให้เกิดความ เปลี่ยนแปลง MC/AC มีค่าลดลงเข้าสู่ค่าน้อยกว่า 1 ซึ่งจะทำให้ หน่วยการผลิตทำการผลิตอยู่ในช่วง Economies of scale คือมีการประหยัดต่อขนาดการผลิตต่อไป