เอกสารประกอบการบรรยาย
เศรษฐศาสตร์การศึกษา

ความรู้เบื้องต้นในการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค

รศ. ดร. ถวิล นิลใบ
คณะเศรษฐศาสตร์ มร.

1. ความหมาย ขอบเขต และวัตถุประสงค์ของการศึกษาเศรษฐศาสตร์

ได้มีการให้ความหมายของวิชา "เศรษฐศาสตร์” (Economics) ในหลายๆ ความหมาย สำหรับความหมายที่นิยมกล่าวถึงกันโดยทั่วไปในแวดวงการเรียนการสอนนิยามว่า

"เศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสนองตอบความต้องการของมนุษย์ที่มีอย่างไม่จำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด”

นิยามดังกล่าวนี้ไม่ได้สื่อความหมายที่ชัดเจนในการอธิบายความหมาย ขอบเขตและวัตถุประสงค์ในการศึกษาเศรษฐศาตร์ ทั้งนี้เพราะ นิยามดังกล่าวค่อนข้างเน้นประเด็นเรื่อง การจัดสรรทรัพยากร (allocation of resources) มากเกินไป ซึ่งเป็นประเด็นหลัก ในการศึกษาเศรษฐศาสตร์จุลภาค (microeconomics) แต่แท้จริงแล้ว วิชาเศรษฐศาสตร์มีเนื้อหาสาระครอบคลุมกว้างขวางกว่าประเด็น เรื่องการจัดสรรทรัพยากร เช่น ประเด็นเรื่อง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (economic stability) และประเด็นเรื่อง การเติบโตและการพัฒนา (economic growth and development) เป็นต้น ดังนั้นเพื่อที่จะเข้าใจเศรษฐศาสตร์ได้ชัดเจน การให้นิยามความหมายของเศรษฐศาสตร์ จึงควรต้องให้ครอบคลุมถึงขอบเขตของการศึกษาและวัตถุประสงค์ของการศึกษาเศรษฐศาสตร์ ในที่นี้จะนิยามเศรษฐศาสตร์ ดังนี้

 

"เศรษฐศาสตร์” เป็นวิชาที่ศึกษาการทำงานของระบบเศรษฐกิจเพื่อที่จะสามารถอธิบายปรากฎการณ์ ทางเศรษฐกิจหรือปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นรวมทั้งศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หรือแนวทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด า

 

จากนิยามที่กำหนดสะท้อนให้เห็นถึงนัยที่สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก การเรียนเศรษฐศาสตร์นั้นมุ่งให้ผู้ศึกษาได้มีความเข้าใจถึงการทำงานของระบบเศรษฐกิจ และ ประการที่สอง เมื่อเข้าใจการทำงานของระบบเศรษฐกิจแล้ว การเรียนเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้เราสามารถอธิบาย สาเหตุของการเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ และรู้แนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น รวมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้ นัยสำคัญทั้งสองประการขยายความได้ดังนี้

1.1 การเรียนรู้การทำงานของระบบเศรษฐกิจ

เนื่องจากระบบเศรษฐกิจมีความยุ่งยากซับซ้อน ทั้งนี้เพราะองค์ประกอบของระบบเศรษฐกิจใดเศรษฐกิจหนึ่งประกอบด้วยคนแต่ละคน บริษัทแต่ละบริษัท ตลาดแต่ละตลาด สถาบันหรือองค์กรต่างๆ และ รัฐบาล องค์ประกอบเหล่านี้มีเป้าหมายมีขบวนการตัดสินใจ และพฤติกรรมที่แสดงออก มีความสัมพันธ์โต้ตอบกัน ปรากฎการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากพฤติกรรมขององค์ประกอบหรือหน่วยทางเศรษฐกิจ (economic units) เหล่านี้ ดังนั้นเพื่อที่จะเข้าใจการทำงานของระบบเศรษฐกิจ และอธิบายปรากฎการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น นักเศรษฐศาสตร์จำเป็นต้องศึกษาการทำงานของระบบเศรษฐกิจในส่วนย่อยหรือส่วนจุลภาค (micro) ก่อน ซึ่งเรียกว่า เศรษฐศาสตร์จุลภาค (microeconomics) ซึ่งก็คือ ศึกษาการทำงานของคนแต่ละคน บริษัทแต่ละบริษัท ตลาดแต่ละตลาด หรือกล่าวในเชิงวิชาการ คือ ศึกษาทฤษฎีผู้บริโภค (Theory of Consumer Behavior) ทฤษฎีผู้ผลิต (Theory of the Firm) และทฤษฎีตลาดหรือทฤษฎีราคา (Price Theory) ตามลำดับ เมื่อศึกษาและเข้าใจการทำงานขององค์ประกอบแต่ละส่วนของระบบเศรษฐกิจแล้ว ขั้นต่อไป นักเศรษฐศาสตร์จะศึกษาการทำงานในเชิงมวลรวม (macro) คือพิจารณาว่าถ้าทุก ๆ ส่วนขององค์ประกอบของระบบเศรษฐกิจทำงานร่วมกัน ผลการทำงานจะเป็นอย่างไร การศึกษาในลักษณะนี้เรียกว่า เศรษฐศาสตร์มหภาค (macroeconomics) เช่น ศึกษาถึงความต้องการซื้อสินค้าและบริการทั้งหมดที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ และปัจจัยที่กำหนดความต้องการศื้อแต่ละประเภท (aggregate demand analysis) ศึกษาถึงปริมาณผลผลิตโดยรวมของประเทศ (Gross domestic product) หรือศึกษาถึงระดับราคาโดยเฉลี่ย ( price index) หรือศึกษาถึงการจ้างงานทั้งประเทศ รวมทั้งการศึกษาความสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจต่างประเทศ เป็นต้น

ดังนั้น ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ในการอธิบายการทำงานของระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์มีความเห็นแตกต่างกัน ในการอธิบายกลไกการทำงานของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเศรษฐศาสตร์มหภาค ดังนั้น จึงทำให้มีทฤษฎีเศรษฐศาตร์มหภาคของหลาย ๆ สำนัก ที่สร้างขึ้นเพื่อที่จะอธิบายการทำงานของระบบเศรษฐกิจ และอธิบายปรากฎการณ์ และแนวทางแก้ไขที่มีความแตกต่าง ดังจะได้กล่าวในส่วนต่อไป ความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันในสาขาเศรษฐศาสตร์มหภาคยังคงปรากฎอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์จุลภาคที่ไม่มีข้อขัดแย้งกันเท่าใด

1.2 ความสามารถในการอธิบายปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไข

เมื่อนักเศรษฐศาสตร์เข้าใจการทำงานของระบบเศรษฐกิจแล้ว นักเศรษฐศาสตร์จะสร้างดัชนีทางเศรษฐกิจขึ้นมาเพื่อชี้วัดว่า การทำงานของระบบเศรษฐกิจมีสภาพเป็นอย่างไร ปกติหรือผิดปกติ เช่น สร้างดัชนีราคา (price index) เพื่อใช้ตรวจสอบดูว่า การดำเนินธุรกรรมในตลาดสินค้าผิดปกติหรือไม่ สร้างดัชนีดุลการค้าหรือดุลบัญชีเดินสะพัด เพื่อวัดสภาพการทำงานในตลาดการค้าระหว่างประเทศ หรือสร้าง GDP เพื่อใช้วัดมูลค่าผลผลิตสินค้าและบริการที่ผลิตภายในประเทศ เป็นต้น การเคลื่อนไหวของดัชนีเหล่านี้ เป็นสิ่งบอกเหตุให้นักเศรษฐศาสตร์ได้รู้ถึงสภาพการทำงานของระบบเศรษฐกิจแต่ละส่วนว่ามีสภาพอย่างไร เกิดปัญหาหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าดัชนีราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง แสดงว่า มีสภาพผิดปกติเกิดขึ้นในตลาดสินค้า นักเศรษฐศาสตร์จะตั้งชื่ออาการผิดปกติ เพื่อสะดวกในการสื่อสารกันในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ เช่น ในกรณีนี้เรียกว่า เกิดสภาพ าเงินเฟ้อำ (inflation) เป็นต้น

สำหรับ การแก้ไขอาการผิดปกติหรือปัญหาที่เกิดขึ้น ในการศึกษาเศรษฐศาสตร์จะเรียนรู้เครื่องมือในการแก้ปัญหาซึ่งมีเครื่องมือหลัก ๆ 3 เครื่องมือ คือ เครื่องมือทางการคลัง (fiscal instruments) และเครื่องมือทางการเงิน (moneatry instruments) และเครื่องมืออัตราแลกเปลี่ยน (exchange- rate instruments) เครื่องมือเหล่านี้นอกจากจะใช้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจให้เป็นไปในทิศทางที่กำหนดได้

2. ตัวแปรสำคัญทางเศรษฐกิจมหภาค (Key Macroeconomic Variables)

เพื่อที่จะเข้าใจทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคและการนำไปประยุกต์ใช้ จำเป็นต้องเข้าใจความหมายของตัวแปรที่สำคัญ ที่ใช้ประกอบการอธิบายทฤษฎี และใช้เป็นดัชนีวัดสภาพการทำงานของระบบเศรษฐกิจ และมักปรากฎในแวดวงข่าวสารอยู่ตลอดเวลา ดังต่อไปนี้

(1) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product) หมายถึง มูลค่าผลผลิตสินค้าและบริการขั้นสุดท้าย ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศในช่วงเวลาหนึ่งซึ่งโดยปกติจะใช้งวดเวลา 1 ปี หรือ ไตรมาส ความหมายของคำบางคำที่เป็นส่วนประกอบของ GDP คือ

ก. สินค้าและบริการขั้นสุดท้าย (Final Goods and Services) สินค้าและบริการขั้นสุดท้ายเท่านั้นที่จะถูกนำไปคำนวณหาค่า GDP สินค้าที่ใช้เพื่อการผลิตสินค้าอื่นๆ หรือใช้เป็นปัจจัยการผลิต เราเรียกสินค้าประเภทนี้ว่า สินค้าขั้นกลาง (intermidiate goods) จะไม่นำไปคำนวณหาค่า GDP ทั้งนี้เพราะ มูลค่าของสินค้าขั้นกลางได้รวมอยู่ในสินค้าขั้นสุดท้ายแล้ว ถ้านำไปคำนวณโดยแยกต่างหากจากสินค้าขั้นสุดท้าย จะทำให้เกิดการนับซ้ำ (double counting)

ข. การลงทุนสินค้าคงคลัง (inventory investment) คือ การเปลี่ยนแปลงสุทธิในสินค้าคงคลังของสินค้าขั้นสุดท้ายที่รอการขาย หรือของวัตถุดิบที่ใช้ในขบวนการผลิต การรวมสินค้าคงคลังของสินค้าขั้นสุดท้ายไว้ใน GDP เพราะสินค้าเหล่านี้ได้ถูกผลิตขึ้นในปีปัจจุบัน สำหรับการลงทุนสินค้าคงคลังของวัตถุดิบ ก็เหมือนกันจะถูกนำมารวมใน GDP ด้วย เพราะมันจะแสดงถึงผลผลิตในปัจจุบันด้วย ซึ่งมูลค่าของมันยังไม่ได้รวมอยู่ในการขายผลผลิตขั้นสุดท้ายในปีนั้นๆ การลงทุนในสินค้าคงคลังอาจมีค่าเป็นบวกหรือเป็นลบก็ได้ ถ้าการขายมากกว่าการผลิต ค่าการลงทุนสินค้าคงคลังจะมีค่าเป็นลบและค่า GDP จะลดลง ในทางตรงกันข้าม ถ้าการขายน้อยกว่าการผลิต ค่าการลงทุนสินค้าคงคลังจะมีค่าเป็นบวกและ GDP จะมีค่าเพิ่มขึ้น

ค. คำนวณ ณ ราคาตลาด (Evaluated at Market Price)

การวัดมูลค่าของสินค้าและบริการที่ประเมินโดยใช้ราคาตลาด สินค้าที่นำมาคำนวณต้องสามารถวัดค่าได้และเป็นสินค้าที่มี การขายกันในตลาด จะไม่รวมสินค้าที่ไม่ได้ขายในตลาด เช่น บริการของผู้ทำงานบ้าน ผลผลิตจากสวนครัว และผลผลิตจากกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เช่น การขายยาเสพติด การพนัน และโสเภณี อนึ่ง GDP เป็นตัววัดมูลค่าผลผลิต ในรูปราคาตลาด ดังนั้น GDP จะอ่อนไหว ต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับราคา ค่า GDP ที่คำนวณ ณ ราคาตลาด เป็นค่า GDP ในรูปตัวเงิน (nominal GDP) ซึ่งต่างจากการคำนวณค่าที่แท้จริงของ GDP (real GDP) ที่คำนวณโดยใช้ราคาคงที่ ณ ปีฐาน

(2) ผลผลิตมวลรวมประชาชาติ Gross National Products (GNP) หมายถึง มูลค่าผลผลิตสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นโดยประชากรของประเทศไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ มีหลักเกณฑ์การคำนวณคำนวณเหมือนกับวิธีการคำนวณ GDP ข้อแตกต่างระหว่าง GDP และ GNP แสดงได้โดยสมการต่อไปนี้

GNP = GDP + net income form aboard

ทั้งนี้ รายได้สุทธิต่างประเทศเงินโอนสุทธิ (net income form aboard) หมายถึง รายได้ที่คนต่างชาติที่มาอยู่ในประเทศไทย และได้สร้างรายได้ขึ้น หักด้วยรายได้ที่คนไทยที่อยู่ต่างประเทศสร้างรายได้ขึ้น สำหรับประเทศไทย GDP จะมีมูลค่ามากกว่า GNP ทั้งนี้เพราะประเทศไทยใช้ปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศมากกว่าที่ต่างประเทศใช้ของไทย เช่น แรงงาน และ เงินทุน เป็นต้น จึงทำให้มีเงินโอนออกไปต่างประเทศมากกว่าเงินโอนเข้า และในอนาคตช่องว่างระหว่าง GDP และ GNP จะมีมากยิ่งขึ้น ????

GDP ในรูปตัวเงิน (nominal GDP)

หมายถึงผลผลิตของสินค้าและบริการในปีปัจจุบันที่คำนวณด้วยราคาตลาด (market price) หรือ คำนวณด้วยik8kในปีนั้นๆ เนื่องด้วย GDP ในรูปตัวเงิน คือ มูลค่าผลผลิตของสินค้าและบริการ ที่ผลิตขึ้นในปีปัจจุบัน และคำนวณค่าด้วยราคาตลาด ในปีเดียวกัน ดังนั้น GDP ในรูปตัวเงิน จะเปลี่ยนแปลง เมื่อระดับราคาเปลี่ยน และ/ หรือ ปริมาณการผลิตเปลี่ยนแปลง

ตารางที่ 1.5 GDP และ GNP พ.ศ. 2528 - 2543 ณ ราคาตลาด และณ ราคา ปี 2531

ปี

GNP ปีปัจจุบัน
(ล้านบาท)

GDP ปีปัจจุบัน
(ล้านบาท)

GDP ปีฐาน
(ล้านบาท)

อัตราการเติบโตของ GDP (%)

2528

1,038,900

1,056,496

1,191,255

4.7

2529

1,111,000

1,133,397

1,257,177

5.5

2530

1,277,500

1,299,913

1,376,847

9.5

2531

1,535,000

1,559,804

1,559,804

13.3

2532

1,833,300

1,856,992

1,749,952

12.2

2533

2,156,100

2,183,545

1,945,372

11.2

2534

2,469,700

2,506,635

2,111,862

8.5

2535

2,768,000

2,807,158

2,282,600

8.1

2536

3,108,900

3,179,451

2,473,900

8.3

2537

3,578,700

3,634,848

2,695,100

8.8

2538

4,117,400

4,202,836

2,933,200

8.7

2539

4,506,400

4,608,000

3,095,000

5.9

2540

4,605,193

4,724,000

3,083,000

-1.8

2541

4,471,082

4,644,000

2,821,000

-10.4

2542

-

4,741,000

-

4.1e

2543

-

5,092,000

-

4.4e

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

Gross Provincial Product in 1996 at Current Market Prices

 

ขอนแก่น

นครราชสีมา

ศรีสะเกษ

สุโขทัย

ประเทศไทย

GPP(ล้านบาท)

68,063,369

100,732,797

26,999,892

18,192,207

4,598,288,848

growth rate*

10.2

5.27

1.52

3.94

5.02

% of GDP

1.48

2.17

0.56

0.39

-

Per capita GPP(บาท)

39,139

39,519

19,636

30,887

76,634

Population (คน)

1,739,000

2,549,000

1,375,000

589,000

60,000,000

แหล่งข้อมูล : www.nesdb.go.th

* อัตราการเติบโต (growth rate) คำนวณได้จากสูตร    growth rate =

โดยที่ GDP ที่นำมาคำนวณจะใช้ค่า GDP ณ ระดับราคาคงที่ ( at constant price)

(4) GDP ณ ราคาคงที่ (GDP at constant price)

GDP ณ ราคาคงที่ คือ มูลค่าผลผลิตและบริการที่คำนวณขึ้น ณ ราคาคงที่ (constant price) หรือด้วยค่าของเงินในปีฐาน (base year) เช่น สมมติว่าปี 2515 เป็นปีฐาน ดังนั้น เราหาค่า GDP ของปี 2502 2523 และ 2540 ณ ราคาคงที่ จะเป็นการวัดด้วยค่าของเงินในปี 2515 GDP ณ ราคาคงที่จะใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของผลผลิต โดยขจัดอิทธิพลการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า หรือเรีกยอีกชื่อว่า GDP ที่แท้จริง (real GDP)

ตารางที่ GDP ของไทย จำแนกตามภาคการผลิต

(หน่วย ล้านบาท)

ปีพ.ศ.

GDP at 1988

GDP
ภาคเกษตร

GDP
ภาคอุตสาหกรรม

GDP
ภาคบริการ

2530

1,376,847

228,346

564,017

584,484

2531

1,559,804

252,346

655,991

651,467

2532

1,749,952

276,569

762,426

710,957

2533

1,953,382

266,227

883,946

803,209

2534

2,117,582

281,928

986,577

849,077

2535

2,285,339

293,792

1,084,135

907,412

2536

2,481,278

299,513

1,192,117

989,648

2537

2,702,078

315,065

1,313,169

1,073,844

2538

2,936,000

325,100

1,458,200

1,151,700

2539

3,123,800

334,700

1,572,300

1,216,800

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

รูปที่ 9 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ จำแนกตามภาคการผลิต

(5) GDP deflator

GDP deflator เป็นดัชนีราคาอีกประเภทหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าทุกชนิดที่เป็นองค์ประกอบของ GDP เมื่อเทียบกับราคา ณ ปีฐาน ดัชนีนี้คำนวณโดยอัตราส่วนระหว่างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ณ ราคาของปี ปัจจุบันเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่คิดคำนวณโดยใช้ราคาคงที่ของปีฐาน (ผลิตภัณฑ์มวลรวมที่แท้จริง)

สูตรการคำนวณ

GDP deflator = GDP ณ ราคาปีปัจจุบัน / GDP ณ ราคาปีฐาน

 ตัวอย่างเช่น ใน GDP ณ ราคาปีปัจจุบันในปี 2540 มีค่า 4,724,000 ล้านบาท และ GDP ณ ราคาปีฐานคือปี 2531 มีค่า 3,083,000 ล้านบาท GPD deflator ที่คำนวณได้ในปี 2540 มีค่าเท่ากับ 1.53 ซึ่งหมายความว่า ระดับราคาสินค้าในปี 2540 เพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าในปี 2531 เท่ากับ 1.53 เท่า

Growth Rates of GDP

 

รูปที่ 10 การเปลี่ยนแปลงของ GDPจำแนกตามภาคการผลิต

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ วัดจากค่า อัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง จะพบว่า ภาคที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุด คือ ภาคอุตสาหกรรม มีอัตราการขยายตัวอย่างมากและต่อเนื่องตลอดมา ขณะที่ภาคการเกษตร กลับมีความสำคัญลดลงเป็ฯลำดับ โดยเฉพาะในปี พ.ศ.2536 ที่ประเทศไทยเปิดเสรีวิเทศธนกิจ (BIBF) ปริมาณการขยายตัวของเงิน (M1) เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากถึงร้อยละ 18.6 แต่การขยายตัวภาคเกษตรกลับขยายตัวเพียงร้อยละ 1.9 ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและบริการขยายตัวร้อยละ 10.0 และร้อยละ 9.1 ตามลำดับ

(6) องค์ประกอบของอุปสงค์รวมของสินค้าที่ผลิตในประเทศ

1. การบริโภคของเอกชน (Private Consumption) แยกเป็นการบริโภคสินค้าคงทน (durable goods) เช่น รถยนต์ วิทยุ ทีวี และสินค้าไม่คงทน (nondurable goods) เช่น อาหาร เสื้อผ้า และการบริโภคบริการ (services) เช่น การรักษาพยาบาล การทำผม การบริโภคเป็นองค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุดของ GDP

2. การใช้จ่ายเพื่อการลงทุน (Gross fixed capital formation) แยกเป็น การลงทุนคงที่ทางธุรกิจ (business investment) การลงทุนในสินค้าทุน เช่น การซื้อโรงงาน และอุปกรณ์เพื่อการผลิตใหม่ๆ การลงทุนสร้างที่อยู่อาศัย เช่น สร้างบ้าน และการลงทุนสินค้าคงคลัง (inventory investment) หรือ การเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลังของธุรกิจ (the change in business inventory)

3. การใช้จ่ายของรัฐบาล (Government expenditure) หมายถึง รัฐบาลซื้อสินค้าและบริการ การใช้จ่ายของรัฐบาลบางประเภทจะไม่รวมอยู่ใน GDP เช่น การจ่ายเงินโอนของรัฐบาล (government transfer payment) ได้แก่ การจ่ายเงินประกันสังคม และการจ่ายอัตราดอกเบี้ยของรัฐบาล (government interest payment)

การส่งออกสุทธิ (Net export) คือ การส่งออกรวมลบการนำเข้ารวม การส่งออกสุทธิจะปรากฎที่ภาคต่างประเทศ การส่งออกรวม (gross export) คือ สินค้าและบริการที่ผลิตในปีปัจจุบัน และได้ขายให้กับผู้ซื้อชาวต่างประเทศ การส่งออกรวมเป็นส่วนหนึ่งของ GDP การนำเข้ารวม (gross import) คือ การซื้อสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศ โดยผู้ซื้อภายในประเทศ ซึ่งไม่ควรนับรวมใน GDP อย่างไรก็ตาม สินค้าและบริการที่นำเข้า ได้รวมอยู่กับการบริโภค (consumption) การลงทุน (investment) และการใช้จ่ายของรัฐบาล ดังนั้นเราจำเป็นต้องหักมูลค่า การนำเข้าออกไป เพื่อที่จะได้ ผลรวมของสินค้า และบริการที่ผลิตภายในประเทศจริงๆ นอกจากนี้การส่งออกสุทธิยังแสดงผลกระทบของการค้าของภาคต่างประเทศ ต่อ GDP ด้วย

(7) ดัชนีราคาผู้บริโภค ( Consumer Price Index :CPI )

ดัชนีราคาผู้บริโภคคำนวณโดยใช้ราคาขายปลีก (retail prices) ของสินค้าและบริการที่ซื้อโดยครัวเรือน เป็นดัชนีที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงราคาของสินค้าและบริการที่มีอยู่ในตลาดหนึ่ง ดัชนีราคาผู้บริโภค เป็นดัชนีที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคโดยตรง

(8) ดัชนีราคาผู้ผลิต (the Producer Price Index : PPI)

ดัชนีราคาผู้ผลิต คำนวณโดยใช้ราคาขายส่ง (wholesale price) สินค้าที่วัดด้วยราคาขายส่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป (semifinished goods) ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงดัชนีราคาผู้ผลิตจะเป็นสัญญาณว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีกซึ่งเป็นตัววัดดัชนีราคาของผู้บริโภค ทั้งค่า CPI และ PPI นอกจากจะคำนวณค่าเป็นรายปีแล้วยังสามารถคำนวณหาเป็นรายเดือนได้ด้วย

(9) เงินเฟ้อและอัตราเงินเฟ้อ (Inflation and Inflation Rate)

เงินเฟ้อ (Inflation) หมายถึง สถานการณ์ที่ระดับราคาหรือดัชนีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าเกิดภาวะนี้แสดงว่า ไม่มีเสถียรภาพทางด้านราคา เป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่ใช้วัดภาวะค่าครองชีพของประชาชน กล่าวคือ ถ้าเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้น แสดงว่า อำนาจซื้อของเงินจะลดลง หรือกล่าวอีกนัยคือ รายได้ของประชาชนเท่าเดิมจะซื้อสินค้าหรือบริการได้น้อยลง

อัตราเงินเฟ้อ (Inflation rate) หมายถึง อัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาของปีปัจจุบันเปรียบเทียบกับดัชนีราคาของปีก่อน หรืออัตราการเปลี่ยนแปลงที่เปรียบเทียบระหว่างช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกัน การวัดอัตราเงินเฟ้ออาจวัดด้วยด้วยดัชนีราคาผู้ผลิต (producer price index: PPI หรือ ดัชนีราคาผู้บริโภค (consumer price index: CPI) หรือ GDP deflator แต่โดยทั่วไป รวมทั้งของประเทศไทยใช้ดัชนีราคาผู้บริโภค เป็นตัววัดภาวะเงินเฟ้อ

ภาวะค่าครองชีพ และเงินฟ้อ

ตารางสรุปดัชนีราคาผู้บริโภคชุดทั่วไป ปี 2537 - 2543

2537 (1994) = 100

 

รวมทุกรายการ (All Commodities)

เดือน/ปี

ทั้งประเทศ

กรุงเทพฯ

ภาคกลาง

ภาคเหนือ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ภาคใต้

2537

100.0

100.0

100.0

100.0

100.0

100.0

2538

105.8

105.7

106.4

105.4

106.3

106.3

2539

112.0

111.9

112.5

110.6

113.0

112.8

2540

118.2

117.7

119.5

116.8

121.9

120.0

2541

127.8

126.9

130.9

126.1

132.0

130.3

2542

128.2

127.4

131.1

127.0

132.1

131.0

มค.

128.6

127.9

131.4

126.6

132.2

131.2

กพ.

128.7

128.0

131.6

126.6

132.1

131.2

มีค.

128.5

127.7

131.7

127.0

131.9

130.9

เมย.

127.9

127.0

131.4

126.5

131.8

130.1

พค.

127.4

126.4

130.7

126.5

131.7

129.6

มิย.

127.3

126.4

130.1

126.5

131.8

129.0

กค.

127.5

126.7

130.0

126.5

131.8

129.0

สค.

128.0

127.2

130.9

127.5

132.3

129.4

กย.

128.2

127.3

131.2

127.6

132.2

129.6

ตค.

128.4

127.6

131.2

127.4

132.4

129.6

พย.

128.6

128.0

131.3

127.4

132.0

129.7

ธค.

129.0

128.3

131.6

128.1

132.6

130.5

2543

           

มค.

129.3

128.7

131.6

128.0

132.6

130.8

กพ.

129.8

129.2

132.4

128.3

133.0

131.2

มีค.

129.9

129.2

132.7

128.9

133.2

131.5

เมย.

129.4

128.6

132.0

128.4

132.6

131.6

พค.

129.6

128.9

132.3

128.6

133.0

131.6

ที่มา : สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กรมการค้าภายใน

 

ดัชนีราคาผู้บริโภคชุดทั่วไป
เดือน พฤษภาคม 2543

หมวด

ดัชนี

อัตราการเปลี่ยนแปลงเทียบจาก

เดือนก่อนหน้า เดือนเดียวกันปีก่อน เ ฉลี่ยระยะเดียวกันปีก่อน

ดัชนีราคาผู้บริโภคชุดทั่วไปของประเทศ (2537=100)
รวมทุกรายการ ALL COMMODITIES)

129.6

0.2

1.7

1.1

อาหารและเครื่องดื่ม (FOOD AND BEVERAGES)

134.9

-0.2

-1.4

-1.8

สินค้าอื่น ๆ ที่มิใช่อาหาร (NON-FOOD AND BEVERAGES)

125.6

0.4

3.6

2.7

ดัชนีราคาผู้บริโภคชุดทั่วไปของกรุงเทพฯ (2537=100) (GENERAL CONSUMER PRICE INDEX FOR BANGKOK
รวมทุกรายการ (ALL COMMODITIES)

128.9

0.2

2.0

1.2

อาหารและเครื่องดื่ม (FOOD AND BEVERAGES)

133.6

-0.4

-1.0

-1.2

สินค้าอื่น ๆ ที่มิใช่อาหาร (NON-FOOF AND BEVERAGES)

125.3

0.6

4.0

2.7

ที่มา สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กรมการค้าภายใน

 

อัตราเปลี่ยนแปลงดัชนีราคาผู้ผลิต (ขายส่ง) 2539 - 2543
(2538 = 100)

เปรียบเทียบจากเดือนก่อนหน้า

เดือน/ปี

สินค้าเกษตรกรรมและผลิตภัณฑ์อาหาร

สินค้าอุตสาหกรรม

  2539 2540 2541 2542 2543 2539 2540 2541 2542 2543
มค. -0.8 0.1 7.4 -0.2 -0.8 -0.3 1.5 3.0 -0.1 0.0
กพ. 0.1 0.0 3.1 -0.2 1.3 -0.9 -1.4 1.8 -0.9 1.2
มีค. 1.0 0.9 -2.0 -1.2 -0.1 0.7 -0.2 -2.1 0.4 1.0
เมย. 1.7 1.8 -1.8 -2.8 -0.2 -0.4 0.0 -1.7 0.2 -1.2
พค. 2.3 1.4 0.8 -0.2 1.3 -0.3 -0.3 -0.2 -0.3 0.8
มิย. 0.8 -2.2 1.6 -0.2   -0.1 -0.6 1.4 0.3  
กค. -0.3 1.6 0.6 -0.9   -0.3 0.8 -0.9 0.2  
สค. 1.1 5.7 0.3 -1.3   0.0 4.4 -0.1 0.3  
กย. -0.2 0.8 -0.3 -0.4   -0.1 2.6 -0.2 1.2  
ตค. 0.8 0.4 -1.6 -2.2   0.8 1.9 -0.6 1.8  
พย. -2.6 1.3 -4.5 0.5   0.4 2.6 -0.7 0.3  
ธค. 0.2 1.9 -2.1 0.5   0.2 1.4 -1.3 0.4  

ที่มา สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กรมการค้าภายใน

 

อัตราการเปลี่ยนแปลงดัชนีราคาผู้บริโภคชุดทั่วไปของประเทศ
2539 - 2543
(2537 = 100)

เปรียบเทียบจากเดือนเดียวกันปีก่อน

เดือน

รวมทุกรายการ

อาหารและเครื่องดื่ม

สินค้าอื่น ๆ ที่มิใช่อาหาร

/ปี 2539 2540 2541 2542 2543 2539 2540 2541 2542 2543 2539 2540 2541 2542 2543
มค. 7.4 4.3 8.6 3.5 0.5 10.7 5.6 9.7 4.7 -2.0 5.0 3.3 7.8 2.9 2.0
กพ. 7.4 4.3 8.9 2.9 0.9 11.0 5.8 10.4 3.5 -1.9 4.9 3.3 8.0 2.5 2.5
มีค. 7.3 4.5 9.5 1.6 1.1 11.3 5.7 11.6 0.9 -1.4 4.5 3.6 8.2 2.1 2.6
เมย. 6.9 4.3 10.1 0.4 1.2 10.4 5.6 12.1 -0.3 -1.5 4.5 3.3 8.7 0.8 2.8
พค. 6.1 4.3 10.2 -0.5 1.7 9.1 5.3 13.1 -1.4 -1.4 3.8 3.5 8.6 -0.1 3.6
มิย. 5.5 4.4 10.7 -1.2   8.5 5.7 13.6 -2.0   3.5 3.4 8.8 -0.7  
กค. 5.4 4.9 10.0 -1.1   8.8 6.9 11.8 -2.3   2.9 3.5 9.0 -0.3  
สค. 5.5 6.6 7.6 -1.1   9.1 9.5 7.4 -3.1   2.8 4.4 8.2 0.2  
กย. 4.6 7.0 7.0 -0.8   7.1 9.2 7.3 -3.1   2.7 5.3 7.0 0.7  
ตค. 4.3 7.2 5.9 -0.5   6.6 8.0 6.7 -2.7   2.6 6.7 5.8 0.8  
พย. 4.8 7.6 4.7 0.0   7.0 7.9 5.8 -1.7   3.3 7.3 4.1 101  
ธค. 4.8 7.7 4.3 0.7   6.9 6.9 6.1 -1.8   3.1 7.5 3.2 2.2  

ที่มา: สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กรมการค้าภายใน

(10) ภาวะเงินฝืด (Deflation)

เงินฝืด คือสถานการณ์ตรงข้ามกับเงินเฟ้อ กล่าวคือ เป็นภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการทั่วไปลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากอุปสงค์รวมมีน้อยเกินไป หรือต้นทุนการผลิตลดลง เมื่อเกิดเงินฝืด จะมีผลให้อำนาจซื้อของบุคคลสูงขึ้น ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากภาวะเงินฝืด ได้แก่ เจ้าหนี้ และผู้มีรายได้ประจำ ผู้ที่เสียผลประโยชน์จากภาวะเงินฝืด คือผู้มีรายได้จากกำไร และลูกหนี้

(11) ภาวะเงินตึง (tight money) และ สภาพคล่อง (liquidity)

สภาวะเงินตึง หมายถึง สภาวะที่ปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับความต้องการใช้เงิน เมื่อเกิดสภาวะนี้จะมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ในทางตรงข้ามถ้าหากปริมาณเงินมีมากกว่าความต้องการ สภาพนี้เรียกว่า มีสภาพคล่อง (liquidity) สูง ซึ่งจะมีผลให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลง มีข้อสังเกตุประการหนึ่งคือ การที่ระบบเศรษฐกิจมีสภาพคล่องสูงไม่ได้หมายความว่า จะเกิดเงินเฟ้อ และไม่จำเป็นต้องเกิดภาวะเงินเฟ้อเสมอไป

(12) ปริมาณเงิน (Money Supply)

ปริมาณเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้าสู่ประเทศ จะเป็นแหล่งอุปทานของเงิน เนื่องจากเงินจำนวนนี้ก่อนจะนำมาใช้ภายในประเทศ จะต้องนำไปแลกเป็นเงินบาทที่ธนาคารพาณิชย์ แล้วจึงจะสามารถนำมาใช้จ่ายได้ต่อไป ซึ่งจะทำให้ปริมาณเงินบาทหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้น จากตารางที่ 8 แสดงปริมาณเงินและฐานเงินในประเทศตั้งแต่ปีพ.ศ. 2534 ถึง 2540 และจากตารางที่ 9 จะเห็นว่าปริมาณเงินเพิ่มขึ้นในอัตราสูงถึงร้อยละ 18 ในปี 2538 จนกระทั่งปี 2540 ฐานเงินขยายตัวในอัตราต่ำลงเหลือเพียงร้อยละ 4.5 เช่นเดียวกับปริมาณเงินในความหมายแคบ (M1)

ตาราง แสดงการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินและฐานเงิน

(หน่วย : ล้านบาท)

 

2534

2535

2536

2537

2538

2539

2540

ฐานเงิน

210,467.6

248,304.8

288,073.2

329,899.2

404,322.8

452,924.2

474,135.5

M1

222,400.7

249,708.0

296,155.7

346,434.0

388,276.0

423,686.3

428,784.6

M2

1,832,378.3

2,117,786.2

2,507,099.4

2,829,383.5

3,310,558.4

3,726,652.7

4,339,344.7

เป็นที่น่าสังเกตุว่า จากปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา จะเห็ฯว่า ฐานเงินของประเทศไทย กลับมีปริมาณสูงกว่าปริมาณเงินในความหมายแคบ (M1) และความแตกต่างนี้เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ แสดงถึงปริมาณเงนที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจเริ่มตึงตัว (M1 ประกอบด้วย ธนบัตรและเหรียญ กษาปณ์ที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ+เงินฝากเผื่อเรียกที่ธนาคารพาณิชย์) ขณะเดียวกัน ปริมาณเงินในความหมายกว้าง (M2) กลับขยายเพิ่มสูงขึ้น (M2 = M1 + เงินฝากประจำ) แสดงถึงการเปลี่ยนรูปแบบการถือเงินและการเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายของคนไทย เช่น นิยมใช้บัตรเครดิต และ ATM มากขึ้น ทำให้ความจำเป็นในการใช้เงินสดลดลง ดังนั้นปริมาณ M1 จึงเพื่อขึ้นไม่มากนักเมื่อเทียบกับ M2

รูปที่ 6 แสดงฐานเงิน เปรียบเทียบกับปริมาณเงินในความหมายแคบ (M1)

รูปที่ 7 ปริมาณเงินในความหมายแคบ (M1) และปริมาณเงินในความหมายกว้าง (M2)

 

ตารางแสดง การเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน และฐานเงิน

(หน่วย : ร้อยละ)

 

2535

2536

2537

2538

2539

2540

ฐานเงิน

15.2

13.8

12.7

18.4

10.7

4.5

M1

10.9

15.7

14.5

10.8

8.4

1.2

M2

13.5

15.5

11.4

14.5

11.2

14.1

ที่มา : จากการคำนวณ

 

รูปที่ 8 การเปลี่ยนแปลงของฐานเงินและปริมาณเงิน

(13) บัญชีดุลการชำระเงิน (The Balance of Payments Accounts)

บัญชีดุลการช”ระเงินเป็นบัญชีที่บันทึกการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ บัญชีการช”ระเงินจะแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ

1. บัญชีเดินสะพัด (The current account) เป็นบัญชีที่บันทึกรายได้จากการขายสินค้าและบริการให้กับต่างประเทศและรายจ่ายสำหรับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังบันทึกการโอนเงินสุทธิ (net transfers) ได้แก่ ดอกเบี้ย เงินปันผล กำไร เป็นต้น

2. บัญชีเงินทุน (The capital account) เป็นบัญชีแสดงกระแสเงินทุนไหลออก (capital outflow) และกระแสเงินทุนไหลเข้า (capital inflow) ระหว่างประเทศ เช่น เงินทุนไหลเข้ามาลงทุนโดยตรง การซื้อหุ้นของชาวต่างประเทศและการฝากเงินขอชาวต่าง หรือเงินกู้

3. บัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ (The international reserve account) เป็นบัญชีที่บันทึกรายการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของทุนสำรองระหว่างประเทศ ทุนสำรองเงินตรา ได้แก่ ทองคำ (gold) สิทธิพิเศษในการถอนเงิน (special drawing rights : SDRs) และเงินตราต่างประเทศ (foreign currency)

 

ตารางที่ 4 ดุลการชำระเงิน

(หน่วย ล้านบาท)

 

2536

2537

2538

2539

2540

ดุลบัญชีเดินสะพัด

-161,129

-203,153

-337,641

-372,159

-37,613

1. ดุลการค้า

-221,675

-226,782

-373,796

-417,647

-84,850

- Exports (f.o.b.)

921,433

1,118,049

1,381,660

1,378,902

1,789,695

(% change)

13

21

24

0

30

- Imports (c.i.f.)

1,143,108

1,1344,831

1,755,456

1,796,549

1,874,545

(% change)

12

18

31

2

4

2. ดุลบริการ

60,546

23,629

36,155

45,488

47,237

บัญชีทุนเคลื่อนย้ายสุทธิ

265,895

305,851

545,121

493,530

-270,938

- เอกชน

260,939

301,859

517,642

460,555

-274,568

- ทางการ

4,956

3,992

27,479

32,975

60,372

- ธปท.

       

-56,742

Net error & omissions

-5,975

2,129

-27,950

-66,763

9,341

ดุลการชำระเงิน

98,791

104,827

179,530

54,608

-299,210

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

 

 (14) วัฎจักรธุรกิจ (Business Cycle)

วัฎจักรธุรกิจ หมายถึงสภาวะทางธุรกิจ ที่มีความผันผวนขึ้นลงตามลำดับเวลา วัฎจักรธุรกิจหนึ่งๆ แบ่งเป็น 4 ช่วง เรียงตามลำดับ ดังนี้

1. ช่วงขยายตัว (expansion) สภาพโดยทั่วๆไป ในช่วงนี้คือ มีการขยายการผลิตและการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุด ดอกเบี้ยและระดับราคาสินค้าสูงขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อได้ สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว เช่น การลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อทดแทนเครื่องจักรที่หมดอายุ และการเพิ่มขึ้นของการส่งออก เป็นต้น

2. ช่วงเจริญรุ่งเรืองสูงสุด (peak) เป็นระยะเวลาที่เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด ปัจจัยที่แสดงให้เห็นถึงการเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด ได้แก่ อัตราการจ้างแรงงานสูงสุด หรือการขาดแคลนแรงงานมากที่สุด ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ราคาสินค้าจะสูงขึ้น การจับจ่ายใช้สอยจะคล่องตัวมากขึ้น เพราะรายได้สูง สถานการณ์ในระยะนี้จะหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะเงินเฟ้อได้ยาก

3. ช่วงเศรษฐกิจหดตัว (contraction) เศรษฐกิจจะอยู่ในสภาพเจริญรุ่งเรืองสูงสุดได้เพียงระยะหนึ่ง หลังจากนั้นก็จะเริ่มหดตัว การหดตัวแสดงในรูปของการลดการลงทุน เพราะอัตรากำไรลดลง มีธุรกิจหลายธุรกิจต้องเลิกกิจการ เกิดการว่างงานมากขึ้น รายได้ลดลง การบริโภคลดลง การหดตัวจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จนนำไปสู่จุดตกต่”สุดของภาวะเศรษฐกิจ (Trough)

4. ช่วงเศรษฐกิจตกต่”สุด (trough) ลักษณะทั่วไปของช่วงนี้คือ มีสินค้าขายไม่ออกมากมาย อัตราการว่างงานสูง การลงทุนลดลง รายได้ลดลง ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคลดลง และ อัตราดอกเบี้ยต่”

4. แหล่งข้อมูลในระบบ internet

ปัจจุบันมีแหล่งข้อมูลทางเศรษฐกิจเผยแพร่ผ่านเครือข่าย internet จำนวนมากและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ข้อมูลเหล่าครอบคลุมถึงสถิติ รายงานภาวะเศรษฐกิจ งานวิจัย รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวข้องการนโยบายและมาตรการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ จึงนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาเศรษฐศาสตร์ และการค้นคว้าเพิ่มเติม web site ที่นำเสนอในที่นี้เป็นเพียงตัวอย่างของแหล่งข้อมูลประเภทนี้

WWW Address หน่วยงาน ประเภทข้อมูล
www. bot.or.th ธนาคารแห่งประเทศไทย รายได้ การเงิน การคลัง รายงานภาวะเศรษฐกิจ บทความ งานวิจัย นโยบายการเงิน
www. mof.go.th กระทรวงการคลัง การคลัง รายรับ ภาษี รายงานสถานะการคลัง
www. moc.go.th กระทรวงพาณิชย์ ภาวะและสถิติการค้า ข้อมูลการส่งออกและนำเข้า ดัชนีราคา พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการค้า
www. nesdb.go.th สำนักคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ การผลิต รายได้ การจ้างงาน แผนพัฒนาเศรษฐกิจ รายงานภาวะเศรษฐกิจ
www.set.org ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ราคาหุ้น ข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน สถิติเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น
www. imf.org International Monetary Fund นโยบายการเงิน ข้อมูลด้านการเงินระหว่างประเทศ งานวิจัยด้านการเงิน
www. worldbank.org World Bank นโยบายการคลัง การพัฒนา งานวิจัยที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ทุกสาขา
www. bis.org Bank of International Settlement การเงิน และการธนาคาร นโยบายและงานวิจัยด้านการเงินและการธนาคาร
www.wto.org World Trade Organization ด้านการค้า งานวิจัย
europa.eu.int/en/index.html European Union ข้อมูลเกี่ยวกับสหภาพยุโรป และบทบาทเงิน euro
www.olsen.ch Olsen and Associates ข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยน
www.cme.com Chicago Mercantile Exchange ข้อมูลเกี่ยวกับ derivatives:

swaps, options, futures

www.moodys.com Moody Investor Services กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดลำดับความน่าเชื่อถือ
www.mof.go.th/sepc/sepc.htm สำนักรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ข้อมูลที่เกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
www.nepo.go.th สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ข้อมูลเกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจสาขาพลังงาน
www.sanook.com บริษัทเอกชน มี link ไปสู่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ